วิธีเช็ก “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” อันตรายถึงชีวิต สำหรับใครที่มองว่า การที่หัวใจเราเต้นแรงผิดปกติ อาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่รู้หรือไม่ว่า หากเรามีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ก็ควรที่จะ สังเกตตัวเอง และไม่ควรมองข้ามสิ่งสำคัญนี้ไป

ในทางการแพทย์แล้ว เราถือว่าอาการใจสั่นคือความผิดปกติ เพราะปกติหัวใจเราจะเต้นอยู่ตลอดเวลาเป็นธรรมชาติของมัน ทำให้เราแทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่ เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามหากคุณเคยมีอาการใจสั่น โดยที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป 

วิธีเช็ก “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” อันตรายถึงชีวิต

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คืออะไร?

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือ การที่หัวใจสูญเสียการเต้นแบบปกติไป อาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติก็ได้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

  1. หัวใจเต้นเร็ว
  2. หัวใจเต้นช้า
  3. หัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว
  4. ภาวะหัวใจหยุดเต้น

โดยปกติแล้วหัวใจเราจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง/วัน  หรือ 60-100 ครั้ง/นาที หากเต้นเกิน 100 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นเร็ว แต่ถ้าเต้นต่ำกว่า 60 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นช้า แต่ถ้าเราเราออกกำลังกายจะเป็นการตอบสนองของร่างกาย (Physiological responses) อยู่แล้วว่าหัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น ตรงกันข้าม หากเราออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ หรือไม่ได้เต้นเร็วขึ้น กรณีนี้ถือว่าผิดปกติ ยกเว้นนักกีฬาที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ เช่น นักวิ่งมาราธอน หัวใจของคนกลุ่มนี้อาจเต้นปกติได้อยู่เมื่อออกกำลังกาย

วิธีเช็ก "ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ" อันตรายถึงชีวิต

วิธีสังเกตภาวะอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ

คนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถสังเกตตัวเองได้ง่ายๆ หากหัวใจเต้นเร็ว จะมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก แต่ถ้าหัวใจเต้นช้าจะเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม หมดสติ ส่วนหัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว จะมีอาการอ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง

วิธีเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดจังหวะในปัจจุบัน มี 5 วิธี คือ

  1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)  เป็นการตรวจแบบ Real-time ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ค่าใช้จ่ายไม่แพง ถ้าตรวจที่โรงพยาบาลรัฐบาลประมาณ 300 บาท ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเป็นประจำทุกปี
  1. การตรวจและบันทึกเครื่องไฟฟ้าหัวใจ (Holter Monitoring)  วิธีตรวจจะคล้ายๆ ECG จะแต่เครื่องมือติดไว้กับคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้คนไข้นำกลับบ้านไปด้วย แพทย์จะทราบว่าใน 24 ชั่วโมงนั้น คนไข้มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติอย่างไร
  1. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) ในรายที่ออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ถือว่าผิดปกติ
  1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาชนิดฝัง (Implantable Loop Recorder)  จะเป็นการฝังเครื่องไว้ใต้ผิวหนัง หากเกิดความผิดปกติ แพทย์จะนำออกมาดูได้ กรณีนี้แนะนำให้ใช้ในคนไข้ที่ไม่ได้มีอาการทุกวัน
  1. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) เป็นการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจเพื่อหาโรคบางชนิด เช่น คนไข้ที่มีภาวะหัวใจผิดปกติบางราย อาจเกิดจากผนังหัวใจหนาผิดปกติ เพราะโรคบางชนิด

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีภาวะการนอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ จึงควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่สำหรับกลุ่มคนที่แต่ไม่เคยมีอาการใดๆ มาก่อน อาจยากต่อการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้นได้

เพียงแค่เราเข้าใจว่า หากมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะก็ควรที่จะ ไม่มองข้ามเรื่องที่สำคัญเรื่องนี้ไป เพราะอาจเกิดอันตรายกับชีวิตของเราได้ ดังนั้น เรื่องแบบนี้เราก็ไม่ควรที่จะมองข้ามกันนะคะ

ซีสต์ในรังไข่ สัญญาณอันตราย “ซีสต์ในรังไข่” เรื่องภายในของคุณผู้หญิงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจดูแลและหมั่นตรวจเช็กอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องถุงน้ำรังไข่ หรือเราเรียกกันว่า “ซีสต์รังไข่” ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ดื่ม “น้ำอัดลม” มากไปอาจทำให้ฟันผุ ! การดื่มน้ำอัดลมเป็น ประจำจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ได้แก่ ฟันสึกกร่อน ฟันผุ อ้วน กระดูกพรุน และกระดูกเปราะ เนื่องจากน้ำหวานชนิดอัดลม มีกรดคาร์บอนิกค่อนข้างมาก ซึ่งสารดังกล่าวจะกีดขวาง การดูดซึมแคลเซียมของกระดูก