เมื่อมีอาการไอแถมยังมีเสมหะ ต้องรักษาและดูแลอย่างไร ? – ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก ๆ ทำให้หลาย ๆ คนมีอาการไม่สบาย ร่างกายปรับตัวไม่ทันกับสภาพอากาศ จนทำให้บางคนนั้นมีอาการหลาย ๆ อย่าง เช่น เป็นไข้ หวัด ไอ หรือครั่นเนื้อครั่นตัว จนทำให้รู้สึกรำคาญกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่ตลอด ยิ่งใครที่มีอาการไอและมีเสมหะด้วยยิ่งลำบากกันไปใหญ่ แต่สงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดร่างกายจึงต้องผลิตเสมหะออกมา และยาละลายเสมหะมีประโยชน์อย่างไร คำตอบอยู่ในบทความนี้แล้ว

เมื่อมีอาการไอแถมยังมีเสมหะ ต้องรักษาและดูแลอย่างไร ?

แท้จริงแล้ว เสมหะเป็นสารคัดหลั่งที่ร่างกายผลิตขึ้นมา เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานอย่างเป็นปกติ โดยช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นภายในระบบทางเดินหายใจ และดักจับสารก่อการระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ในอากาศที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ ฝุ่นควัน เชื้อโรค เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าเสมหะนั้นเป็นส่วนสำคัญในระบบทางเดินหายใจ โดยเสมหะที่ดีจะต้องมีความเหนียวและความยืดหยุ่นที่พอดี จึงจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แต่ปัญหาสุขภาพบางประการอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีเสมหะที่ข้นเหนียว เหลวเกินไป หรือมีปริมาณมากกว่าปกติ จนก่อให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษา

ตัวอย่างของยาละลายเสมหะ คือ ยาเอ็นอะเซทิลซิสเทอีน (N-Acetylcysteine) โดยตัวยาจะช่วยลดความเหนียวและข้นของเสมหะ ทำให้ร่างกายกำจัดเสมหะได้ง่ายขึ้น ยากลุ่มนี้จัดจำหน่ายในหลายรูปแบบและมีทางเลือกใหม่ในรูปของยาเม็ดชนิดฟู่ที่เพียงใส่ยาในน้ำประมาณครึ่งแก้ว รอจนละลายแล้วรับประทานได้ทันที ยาเม็ดฟู่อาจช่วยให้รับประทานได้ง่ายและร่างกายสามารถดูดซึมตัวยาได้ง่ายขึ้น โดยควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมคือ 600 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 ครั้ง แม้ยาละลายเสมหะก่อผลข้างเคียงได้น้อย แต่หากมีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดท้อง หรืออุจจาระเป็นสีดำ ควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์ทันที

ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาละลายเสมหะที่หาซื้อได้เอง

ยาละลายเสมหะมีให้เลือกใช้กันอยู่หลายชนิด โดยส่วนใหญ่แล้วจะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะให้น้อยลง ร่างกายจึงขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ก็มียาละลายเสมหะบางชนิดที่ควบคุมกระบวนการสร้างเสมหะโดยตรง ทำให้เสมหะในร่างกายกลับมาเหนียวและยืดหยุ่นได้คล้ายปกติ จึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีเสมหะทั้งเหนียวข้นมากหรือน้อยเกินไป

อย่างที่ได้ทราบกันไปแล้วว่ายาละลายเสมหะใช้สำหรับผู้ที่มีอาการไอแบบมีเสมหะโดยตรง นำไปใช้รักษาอาการไอทั้งที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด ไซนัสอักเสบ คออักเสบ และหลอดลมอักเสบ หลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง โดยทั่วไปยานี้มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้น้อยมาก แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร หากอุจจาระเปลี่ยนเป็นสีดำก็ควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์ทันที เพราะเป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกหรือแพ้ยาแบบรุนแรง

ยาละลายเสมหะ

ยาละลายเสมหะ ใช้กำจัดเสมหะอย่างไรให้ปลอดภัย

เพื่อความปลอดภัยต่อร่างกาย ผู้ป่วยควรระมัดระวังในการใช้ยาแก้ไออย่างยาละลายเสมหะ โดยอาจปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  1. อ่านฉลากที่ระบุบนผลิตภัณฑ์ยาก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวยานั้นเหมาะสำหรับรักษาอาการของตนเอง และไม่ใช่ตัวยาที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้มาก่อน
  2. ไม่รับประทานยาแก้ไอติดต่อกันนานกว่า 1 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงตามมา หากใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงควรไปพบแพทย์โดยด่วน
  3. รับประทานยาในปริมาณที่กำหนดบนฉลากหรือตามที่เภสัชกรแนะนำ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่รุนแรงอย่างสมองถูกทำลาย ชัก รวมถึงการเสียชีวิต และควรรับประทานยาในเวลาเดิมของทุกวัน เพื่อให้ยามีประสิทธิภาพมากที่สุด
  4. เนื่องจากยาแก้ไอหลายยี่ห้อมีส่วนผสมกับตัวยาอื่นร่วมด้วย เช่น ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด เป็นต้น ผู้ป่วยจึงควรใช้ยาที่ตรงกับอาการไอของตนมากที่สุด เพื่อให้เกิดผลดีในการรักษาและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น หากใช้ยามากกว่าหนึ่งกลุ่มรวมกัน ไม่ควรใช้ยาในกลุ่มเดียวกัน เพราะไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยหายเร็วขึ้นหรือยามีประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้นแต่อย่างใด
  5. ผู้ปกครองควรเลือกใช้ยาตัวที่เหมาะกับช่วงอายุของบุตรหลาน โดยปกติไม่ควรใช้ยาแก้ไอในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี แต่บางครั้งเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี อาจใช้ยานี้ได้ตามดุลยพินิจของแพทย์
  6. ผู้ป่วยควรเก็บยาไว้ที่อุณหภูมิห้อง ให้ห่างจากความชื้น ความร้อน และแสงแดด โดยเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ยาคงประสิทธิภาพก่อนวันหมดอายุ และไม่ควรเก็บยาไว้ในห้องน้ำหรือตู้ในห้องน้ำ เนื่องจากอาจมีความร้อนและชื้นหลังการใช้ห้องน้ำได้
ยาละลายเสมหะ

นอกจากการใช้ยาแก้ไอละลายเสมหะแล้ว ผู้ป่วยยังสามารถดูแลตัวเองได้ง่าย ๆ โดยการจิบน้ำบ่อย ๆ ดื่มน้ำอุ่น เครื่องดื่มผสมน้ำผึ้งและมะนาว หรือน้ำขิง กลั้วปากหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ใช้เครื่องทำความชื้นในอากาศ รับประทานวิตามินซีหรือยาอมแก้ไอ หลีกเลี่ยงบุหรี่หรือสารก่อการแพ้ แต่หากลองทุกวิถีทางแล้วอาการก็ยังไม่ดีขึ้น อาการแย่ลงหรือมีความผิดปกติอื่น ๆ เกิดขึ้นก็ถึงเวลาที่ควรไปปรึกษาแพทย์

สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้ว่าหากใครไม่สบาย มีอาการและมีเสมหะ ก่อนการใช้ยาละลายเสมหะทุกครั้งควรปรึกษาและขอคำแนะนำในการเลือกซื้อยา การใช้ยา รวมถึงความปลอดภัยในการใช้ยาจากเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ หากผู้ป่วยไอมีเสมหะติดต่อกันนานเป็นเดือน ร่วมกับอาการไอเป็นเลือด เจ็บหน้า หายใจไม่อิ่ม และหายใจมีเสียงหวีดควรพบแพทย์เข้ารับการตรวจวินิจฉัย 

บทความที่น่าสนใจกับ 5 สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในประเทศอิตาลี และ ส่องพิกัด 5 ที่เที่ยวในไทยที่โดนใจแน่นอน